Showing posts with label วัดในสงขลา. Show all posts
Showing posts with label วัดในสงขลา. Show all posts

Thursday, September 13, 2012

วัดเขารูปช้าง ปาดังเบซาร์

วัดเขารูปช้าง ปาดังเบซาร์
       ปาดังเบซาร์เมื่อก่อนใครๆมา ก็มักนึกถึงการช็อปปิ้งซื้อของที่ชายแดนมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ซบเซาลงไปแล้ว แต่ยังมีสถานทีท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ปาดังเบซาร์ไปประมาณ 13 กม.เป็นที่ตั้งวัดเขารูปช้าง อยู่ติดกับเขารูปช้าง บ.เขารูปช้าง ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา


ประตูแรกทางเข้าก่อนไปถึงที่ตั้งวัดเขารูปช้าง


ในระยะไกลจะเห็นวัดเขารูปช้างซึ่งตั้งชื่อจากเขาขนาดหย่อมที่เรียกว่าเขารูปช้าง


ประตูเข้าวัดเขารูปช้าง


เจดีย์หินอ่อนทรงพุทธคยา


เข้าไปชมภายในเจดีย์หินอ่อนพุทธคยากันครับ


ภายในตกแต่งงดงามด้วยงานศิลปจีนเสาหินรูปมังกรพันเสา


เป็นเสาหินหลายต้น ข้างผนังเรียงรายด้วยพระพุทธรูปและงานวิจิตรศิลปจีนโบราณ


ภาพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามแบบศิลปจีน


พระประธานองค์ภายในเป็นที่สวดมนต์ของพระนิกายจีนมหายานในวัด
 

ลำธารน้ำที่ไหลใต้เขารูปช้าง


มีทางเข้าไปเที่ยวภายในถ้ำของเขารูปช้าง


ทางเดินเป็นสะพานข้ามลำธารเพื่อเข้าไปในถ้ำครับ


ตัวลำธารที่ไหลอยู่ภายในเขารูปช้าง


ภายในเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยครับ ตรงนี้ไม่ได้งอกแล้ว ได้ติดไฟสว่างจัดแต่งสวยงามปูทางเดินเที่ยวได้สะดวก


ถ้ำหินงอกหินย้อยอีกบริเวณครับ


เดืนทางออกที่ลานกว้างภายในถ้ำ มีนั่งพักบรรยากาศเย็น บริเวณนี้ยังมีน้ำไหลย้อยลงมาครับ ตรงทางลงพื้นจะเปียก


ภาพวาดที่ผนังถ้ำศิลปรูปหญิงจีนลักษณะคล้ายนางฟ้า


องค์พระโพธิสัตว์กวนอิมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในถ้ำอีกด้าน


สามารถเดินย้อนกลับผ่านไปตามถ้ำหินปูนไปออกที่องค์พระได้ครับ


นักท่องเที่ยวมากราบไหว้ขอพรพระโพธิสัตว์กวนอิม




ตรงนี้เป็นทางเข้าไปยังอีกถ้ำครับ


มองออกไปจะเห็นตัวเจดีย์


เป็นถ้ำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่


นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย-สิงค์โปร์นิยมเดินทางมากราบไหว้กันครับ

วัดถ้ำเขารูปช้าง

  จังหวัดสงขลา จังหวัดที่การท่อเงที่ยวค่อนข้างสะพัดมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างหลากหลาย และยังถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าของภาคใต้อีกด้วย


     วัดถ้ำเขารูปช้าง ตั้งอยู่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นวัดที่ใช้ถ้ำเป็นศาสนสถาน ภายในถ้ำแบ่งเป็นห้อง ๆ ประดิษฐานพระพุทธรูป พระนอน เจ้าแม่กวนอิม พระ บางห้องมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม และบริเวณวัดมีบรรยากาศสงบร่มรื่น




     สำหรับการเที่ยวชมวัดถ้ำเขารูปช้างนั้น นักท่องเที่ยวจะได้ชมเจดีย์หินอ่อนที่สวยงาม โดยภายในวัดจะมีพระพุทธรูปและเจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานอยู่ในถ้ำ ซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของชาวไทยและชาวต่างชาติ 


วัดถ้ำเขารูปช้าง

วัดถ้ำเขารูปช้าง เป็นสถานที่เคารพบูชา มีอยู่ 3 ถ้ำ สวยงามมาก มีน้ำไหลลอดถ้ำ และพระพุทธรูปเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาท่อง เที่ยว เดือนหนึ่งประมาณ 3,000-4,000 คน และมีอาหารเจจัดไว้ให้รับประทาน สำหรับผู้ที่ประสงค์จะรับประทาน วัดถ้ำเขารูปช้างตั้งอยู่ที่บ้านหน้าถ้ำ หมู่ที่ 6 ตำบลปาดังเบซาร์

ขอบคุณภาพสวยๆจาก http://www.thaimtb.com/
       
การเดินทาง


    วัดถ้ำเขารูปช้างตั้งอยู่ที่บ้านหน้าถ้ำ หมู่ที่ 6 ตำบลปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา

วัดจะทิ้งพระ


วัดจะทิ้งพระ
วัดจะทิ้งพระ
วัดจะทิ้งพระ จ.สงขลา เดิมเรียกว่า “วัดสทิงพระ” สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1542 ภายในวัดมีโบราณสถานซึ่งเป็น ศิลปะสมัยศรีวิชัย ที่น่าสนใจ เช่น เจดีย์พระมหาธาตุ วิหารพระพุทธไสยาสน์  พร้อมภาพวัดจะทิ้งพระ มาให้ดูและศึกษา กันค่ะ

วัดจะทิ้งพระ
วัดจะทิ้งพระ
วัดจะทิ้งพระ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลจะทิ้งพระ ห่างจากที่ว่าการอำเภอสทิงพระประมาณ 200 เมตร ภายในวิหารมีภาพวาดฝาผนังเกี่ยวกับ พุทธประวัติ ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่มาก หอระฆังโบราณ วัดจะทิ้งพระ จะมีงานสมโภชน์พระพุทธไสยาสน์และพระเจดีย์ เป็นประจำปีทุกปี ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6
วัดจะทิ้งพระ
วัดจะทิ้งพระ
วันเปิดทำการ: ทุกวัน /เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00

ประวัติและตำนาน วัดจะทิ้งพระ

คำ ว่าจะทิ้งพระ กร่อนมาจากสทิงปุระ เมืองพาราณสี ซึ่งเป็นชื่อเมืองพัทลุงเก่าตั้งอยู่ ตั้งเมืองสทิงพระครั้งเมื่อกาลเวลาล่วงเลยมานับเป็นพันปี ชื่อสทิงปุระ จึงกร่อนมาเป็นจะทิ้งพระ สทิงพระเป็นชื่อสถานที่กลายเป็นชื่อวัด ชื่อตำบล และอำเภอ บนคาบสมุทรสทิงพระ วัดนี้แต่เดิมเคยมีชื่อเรียกว่าวัดพระมหาธาตุ มีมหาธาตุเจดีย์ตั้งอยู่สูงตระหง่าน ต่อมาเรียกชื่อว่า วัดจะทิ้งพระ จะทิ้งพระชื่อของวัดในปัจจุบันใกล้เคียงกับชื่อเมืองสทิงพระ(สทิงปุระ หรือสทิงพาราณสี) ซึ่งพระยากรงทองเจ้าเมืองพัทลุงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1482 ตรงกับสมัยกรุงสุโขทัย ดังข้อความตอนหนึ่งในหนังสือประชุมพงศาวดารภาค 15บันทึกไว้ว่า "เมืองพัทลุงได้ตั้งมาก่อนพ.ศ.1480 ตัวเมืองตั้งอยุ่ที่สทิงพระ เจ้าเมืองชื่อพระยากรงทองได้ครองเมืองพัทลุง ในวันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 5 ค่ำ ปีกุน พุทธศักราช1482 พระยากรงทองได้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ และก่อพระเชตุพนวิหารขึ้น พร้อมกับวัดเขียนบางแก้ว และวัดสทิงปุระ ได้สร้างพระเจดีย์เอาไว้ที่นครปาตลีบุตร(เมืองพัทลุง)สทิงพารณสีแห่งนี้ เพราะแหล่งวัดเขียนบางแก้วและบนคาบสมุทรสทิงพระเป็นแหล่งชุมชนโบราณ

นักโบราณคดีมีทัสนะแนวความคิดว่า ชื่อของวัดจะทิ้งพระนี้ คนในสมัยโบราณรับคำพูดเล่าต่อๆกันมาว่า เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าฟ้าชายนนทกุมาร มาเป็นชื่อของสถานที่มี้รื่องนิทานชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมามาว่า เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าฟ้าชายทนทกุมาร เป็นพระธิดาและพระโอรสของพระเจ้าโกสีหราชกับพระนางมหาเทวี ครองเมืองนครทันตะปุระ(ประเทศอินเดีย) ขณะนั้นเมืองทันตะปุระเกิดศึกสงครามพระเจ้าโกสีหราชแพ้สงครามถึงกับสวรรคตใน สนามรบ เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลา และเจ้าฟ้าชายทนทกุมาร จึงได้นำพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าหลบหนีออกจากเมืองทันตะปุระตามคำสั่งของ พระชนก ลงเรืองสำเภามุ่งสู่ประเทศศรีลังกา(เกาะลังกา)แล้วเดินทางผ่านหมู่เกาะอันดามันในมหาสมุทรอินเดีย เข้าสู่ช่องแคบมะละกา มาออกอ่าวไทย จุดมุ่งหมายเพื่อนำพระบรมธาตุไปบรรจุพระเจดีย์ที่เมืองนครศรีธรรมราชขณะนั้น

ตามประวัติและตำนานพระมหาธาตุเจดีย์เมืองนครศรีธรรมราชสร้างพระธาตุเจดีย์ ประมาณ พ.ศ.850 เมื่อเดินทางมาถึงเมืองพาราณศรี(เมืองสทิงปุระเมืองพัทลุงเก่า)หาดมหาราชตรง หน้าที่ว่าการอำเภอสทิงพระปัจจุบัน เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าฟ้าชายทนทกุมารเสด็จขึ้นมาพักผ่อนเพื่อหาน้ำจืด ดื่มและสรงน้ำ ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จขึ้นมาพักผ่อน ณ วัดแห่งนี้ จึงวางพระธาตุไว้ที่ฐานเจดีย์แห่งนี้ พักผ่อนหายจากเหน็ดเหนื่อย ทรงเดินทางกลับขึ้นเรือสำเภาต่อไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ทั้งสองก้ลืมพระธาตุ เจ้าฟ้าชายทนทกุมารตกพระทัยถามเจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาว่าน้องทิ้งพระธาตุเสีย แล้วหรือ คำนี้เลยกลายเป็น ชื่อสถานที่ วัด ,บ้าน, สืบมาจนปัจจุบัน ว่าจะทิ้งพระ เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าฟ้าชายทนทกุมารได้ทรงอันเชิญพระบรมสารีริกาตุไป บรรจุพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชประมาณ พ.ศ. 854 และหรือพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชซึ่งได้รับเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย และทินธาตุจากประเทศอินเดียซึ่งเจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าฟ้าชายทนทกุมารได้ ทรงอัญเชิญเมื่อประมาณ พ.ศ.850 ได้ก่อพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่หาดทรายแก้ว นครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.854 ซึ่งสอดคล้องกับพระธาตุเจดีย์วัดจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ

สรุปความว่า ชื่อของวัดจะทิ้งพระ สทิงพระ สทิงปุระ สทิงปุระ สทิงพาราณสี มีแนวทางสันนิษฐานได้ 3 ประเด็น คือ
ประการแรก จะทิ้งพระ กร่อนมาจากคำว่าสทิงพระ สทิงปุระ หรือสทิงพาราณศรี เป็นชื่อเมืองโบราณ เป็นเมืองสองฝั่งทะเล ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนเป็นแหล่งเกิดเมืองสอง เมืองคือ เมืองพัทลุง และเมืองสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอสทิงพระในปัจจุบัน ทำนองเดียวกับเมืองสงขลากร่อนมาจากสิงหราบ้างแปลว่าเมืองสิงห์ กร่อนมาจากสิงขรวึ่งแปลว่าภุเขาบ้าง
ประการที่สอง คนในสมัยโบราณเล่าต่อๆกันมาว่าเจ้าฟ้าหญิงเหมชาลาซึ่งพูดกับเจ้าฟ้าชายทนทกุมารน้องชายว่า น้องจะทิ้งพรธาตุเสียแล้วหรือมานับเป็นชื่อของสถานที่ วัด บ้าน อำเภอ ในปัจจุบันและพระยากรงทอง เจ้าเมืองพัทลุงเก่า ได้สร้างพระบรมธาตุเจดียืครอบไว้
ประการที่สาม พระราชวิจารณ์ของพระปิยะมหาราชรั๙กาลที่ 5 ในพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ในกรุงเทพฯมหานครเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2434 ว่า จะทิ้งพระ กร่อนมาจากคำว่า จันทิพระ ตามสำเนียง - ชาวนอก ซึ่งเป็นชื่อของวัดมหายานในเกาะชวา(ประเทศอินโดนีเซีย) เมื่อครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เสด็จวัดจะทิ้งพระ วันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2434 และวัดจะทิ้งพระสมัยก่อนมี 2 วัด อยู่คนละฟากถนน

วัดจะทิ้งพระอยู่ทางด้านตะวันตก มีพระครูวินัยธรรมเป็นหัววัดหมื่นธรรมเจดีย์เป็นนายเพณี มีข้าพระ 5 หัวงาน
วัดพระมหาธาตุอยู่ด้านตะวันออก มีพระเจดีย์องค์ใหญ่มีพระครูอมฤตย์ศิริวัดธนธาตุหัวหน้าคณะชุมนุมรักษาพระมหาธาตุ ขุนธรรมพยาบาลเป็นนายเพณี มีข้าพระ 5 หัวงานและหรือวัดจะทิ้งพระ พระครูวินัยธรรม เป็นหัววัด หมื่นธรรมเจดีย์เป็นนายเพณี มีข้าพระ 5 หัวงาน นางจันหอม หัวงาน 1 นางศรีบุตร หัวงาน1 นางยอดหัวงาน 1 นางไกรหัวงาน1 นางอินหัวงาน1
วัดพระมหาธาตุ พระเจดีย์พระเจ้าองค์ใหญ่พระครูอมฤตย์ศิริวัฒนธนธาตุ หัวหน้าคณะชุมนุมรักษาพราตุ ขุนธรรมพยาบาลเป็นนายเพณี มีข้าพระ 5 หัวงาน นางแกนทอง หัวงาน 1 นางยก หัวงาน 1 นางยอด หัวงาน 1 นางสร้อย หัวงาน 1 นางแผดงยศ หัวงาน 1
ปัจจุบัน รวมเป็นวัดจะทิ้งพระ จุดเด่นพระธาตุองค์ใหญ่เรียกว่าพระมหาธาตุเจดีย์ ที่ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นที่เคารพสักการะ ของพระพุทธศาสนิกชนแตะละปีมีการแห่ผ้าขึ้นห่อหุ้มพระธาตุเจดีย์เป็นพุทธบูชา และเป็นปูชนียสถานสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองชาวสทิงพระตลอดมา

พระบรมธาตุเจดีย์วัดจะทิ้งพระ ประมาณว่าได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัยคือประมาณปี พ.ศ. 1300 ตามลัทธิพุทธศาสนานิกายมหายานลักษณะของสถาปัตยกรรมสมัยศรีวิชัย คือทำเป็นมณฑปสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนยอดทำเป็นสถูปมีเจดีย์บริวาร 4 มุม ครั้นต่อมาสมัยศรีวิชัยตอนปลาย ประมาณ พ.ศ.1700 พุทธศาสนานิกายมหายานมีความรุ่งเรืองมากในประเทศลังกาพระธาตุเจดีย์จึง เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นรูประฆังคว่ำ ฐานของพระบรมธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสโบราณสถานที่เก่าแก่เช่นพระธาตุ เจดีย์วัดจะทิ้งพระนี้ มีค่าควรแก่การอนุรักษ์ เช่นเดียวกับการทีพระศาสนาที่จะต้องมีปูชนียสถาน สำหรับการเคารพบูชาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวพุทธศาสนิกชนโดย ทั่วไปโดยเฉพาะที่ยุดประชาชนกำลังรู้สึกสับสนวุ่นวายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทางพุทธศาสนาอย่างในปัจจุบัน จึงขอจงช่วยกันทำนุบำรุงรักษาต่อไปให้คงอยู่ชั่วลูกกชั่วหลาน

ขอบคุณภาพสวยๆจาก http://www.thaimtb.com/
       
การเดินทาง
    การเดินทางเข้าสู่วัดจะทิ้งพระ สามารถเดินทางโดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 408 (สงขลา - ระโนด ) วัดจะทิ้งพระ อยู่ริมเส้นทางหลวง

วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)


วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) จ.สงขลา อยู่ที่ถนนไทรบุรี อำเภอเมือง เป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดในจังหวัดสงขลา วัดนี้เป็นวัดโบราณอายุประมาณ 400 ปี
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) เดิมเรียกว่าวัดยายศรีจันทร์ เพราะกล่าวกันว่ายายศรีจันทร์ คหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองสงขลาได้อุทิศเงินสร้างขึ้น ต่อมามีผู้สร้างวัดเลียบ ทางทิศเหนือ และวัดโพธิ์ ทางทิศใต้ ชาวสงขลาจึงเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่า “วัดกลาง” มาจนถึงทุกวันนี้ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดมัชฌิมาวาส” โดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสคราวเสด็จเมืองสงขลาเมื่อพ.ศ. 2431
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)

นอกจากนี้ในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ชื่อภัทรศิลป เป็นที่เก็บวัตถุโบราณต่างๆ ซึ่งรวบรวมมาจากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด และอื่นๆ ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การศึกษา
วัดมัชฌิมาวาส

อยู่ที่ถนนไทรบุรี เป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดในจังหวัดสงขลา วัดนี้เป็นวัดโบราณประมาณ 400 ปี เดิมเรียกว่าวัดยายศรีจันทร์ เพราะกล่าวกันว่ายายศรีจันทร์ คหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองสงขลาได้อุทิศเงินสร้างขึ้น ต่อมาประชาชนพากันเรียกว่า "วัดกลาง"ทั้งนี้เพราะมีผู้สร้างวัดอื่นขึ้นทางทิศเหนือวัดหนึ่ง (วัดเลียบ) และทิศใต้อีก วัดหนึ่ง (วัดโพธิ์) ชาวสงขลา จึงเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่า "วัดกลาง" ต่อมาจนทุกวันนี้ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ภาษาบาลีว่า "วัดมัชฌิมาวาส" โดย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งเสด็จเมืองสงขลา พ.ศ. 2431 นอกจากนี้ในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ ชื่อ ภัทรศิลป เป็นที่เก็บวัตถุโบราณ ต่าง ๆ ซึ่งรวบรวมได้จากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด และอื่นๆ ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การศึกษา

วัดมัชฌิมาวาส หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่าวัดกลาง มีมาประมาณสี่ร้อยปีแล้ว อยู่บนถนนไทรบุรี ภายในอุโบสถของวัดกลาง (สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น)

มีภาพเขียนฝาผนังที่วิจิตรสวยงามแสดงถึงวิถีชีวิตในอดีต และใกล้ๆ กันก็คือพิพิธภัณฑ์ภัทรศิลป์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุสำคัญต่างๆ
ไว้มากมาย  การเข้าชมภายในอุโบสถและพิพิธภัณฑ์นั้นต้องขออนุญาตจากเจ้าอาวาสเสียก่อน

วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) เป็นวัดที่ใหญ่ และ เก่าแก่ที่สำคัญ ของเมืองสงขลา ตั้งอยู่ ที่ถนนไทรบุรี ใจกลางเมืองสงขลา มีอายุ มากกว่า ๔๐๐ ปี แต่เดิมชื่อ วัดยาย ศรีจันทร์ ต่อมามีการสร้าง วัดเลียบ และ วัดโพธ์ ขึ้นมาขนาบทั้ง ๒ ข้าง ชาวสงขลา จึงเรียก วัดยายศรีจันทร์ ว่า " วัดกลาง " มาจนถึงทุกวันนี้ และต่อมา ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น ภาษาบาลีว่า "วัดมัชฌิมาวาส"
โดย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโร รส เมื่อครั้ง เสด็จเมืองสงขลา พ.ศ. 2431

นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัด ยังมี พิพิธภํณฑ์ภัทรศิลป จัดแสดงโบราณวัตถุ ซึ่ง รวบรวมได้จาก เมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด และ อื่นๆ ของทางภาคใต้ ไว้อีกมาก เป็นหลักฐาน ที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์ ควรค่าแก่การศึกษา

ขอบคุณภาพสวยๆจาก http://www.seclub.com/ และ http://www.zztoyou.com/old/mmw/index.html
       
การเดินทาง

    วัดมัชฌิมาวาส ตั้งอยู่ที่ หมู่ 11 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา์ จังหวัดสงขลา

Wednesday, September 12, 2012

วัดพะโคะ (วัดพระราชประดิษฐาน)


วัดพะโคะ หรือ วัดพระราชประดิษฐาน เป็นวัดจำพรรษาของ สมเด็จพะโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประชาชนให้ความนับถือเป็นอันมาก สร้างประมาณ พ.ศ.500
วัดพะโคะ เจดีย์พระมาลิกเจดีย์ สงขลา พะโคะ หรือ พระโคตมะ วัดพะโคะ สงขลา
ภาพ ซ้าย : พระมาลิกเจดีย์ ซึ่งได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยสมเด็จพระราชมุณี ซึ่งเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมคล้ายกับพระบรมธาตุ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ เจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมธาตุรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาพะโคะ ซึ่งทางวัดได้สร้างมณฑปครอบไว้
ภาพขวา : พระพุทธไสยาสน์ หรือ พระโคตมะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดพะโคะ
มี เรื่องที่เล่า ต่อๆ กันมาว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลายจึงใคร่จะลองดี โจรสลัดจอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป เมื่อเรือแล่นมาได้สักครู่เกิดเหตุเรือแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องจอดอยู่หลายวัน จนในที่สุดน้ำจืดหมดลงโจรสลัดเดือดร้อน สมเด็จพะโคะสงสาร จึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเลเกิดเป็นประกายโชติช่วง น้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืด โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนจึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลเพื่อการเดินทางไปวัดพะโคะวัด พะโคะ หรือ วัดพระราชประดิษฐาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพร บริเวณเขาพัทธสิงค์ อยู่ห่างจากสงขลา 48 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 407 ทางสะพานติณสูลานนท์ผ่านเกาะยอ แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4083 (สงขลา-ระโนด) หลักกิโลเมตรที่ 110 ทางซ้ายมือ จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ


ประวัติวัดพะโคะ (วัดพระราชประดิษฐาน)

บ้านเมืองเราเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา จนได้ชื่อว่า “ เป็นแผ่นดินธรรม ” วิถีชีวิตผู้คนเกี่ยวเนื่องกับวัดแทบทั้งสิ้น การสร้างศาสนสถานแต่ละแห่ง คนโบราณส่วนใหญ่มักจะสอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับคติธรรมความเชื่อไว้อย่างแยบคาย ศาสนสถานล้วนมีจุดเด่น ของดีของวิเศษแตกต่างกันออกไป

เดิมวัดนี้ปรากฏว่าพระชินเสนเป็นผู้สร้างราว พ.ศ.๕๐๐ ชื่อว่าวัดพระราชประดิษฐาน ฝังวิสุงคามสีมา พ.ศ.๘๔๐ พระยาธรรมรังคัลเจ้าเมืองพัทลุง (สทิงคามสีมา) เป็นศาสนูปถัมภ์สร้างถาวรวัตถุหลายอย่างเพราะเห็นความสำคัญของวัดเขาพระพุทธบาท หรือวัดพระราชประดิษฐาน ครั้นต่อมา ระหว่าง พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๑ พระยาดำธำรงกษัตริย์(บางแห่งกล่าวว่าพระยาธรรมรังคัล) ได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสี พระณไสยมุยและ พระธรรมกาวา ให้ไปเอากระบวนพระมหาธาตุ เมืองลังกา และมาสร้างเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ สูงหนึ่งห้าวา ทำพระวิหารธรรมศาลา ทำอุโบสถ สร้างกำแพงสูงหกศอกระหว่างเขตสังฆาวาสที่พักสงฆ์อาศัยส่วนลดต่ำทางทิศตะวันตกของพื้นที่วัดส่วนที่ เป็นเนินสูงราบเป็นชั้น ๆ พื้นที่วัดทางทิศตะวันออกเป็นพุทธาวาส สถานที่ปลูกสร้างปูชนียวัตถุโบราณสถาน เช่น พระวิหาร พระพุทธไสยาสน์ พระเจดีย์ อุโบสถ ธรรมศาลา เป็นต้น และสร้างพระพุทธไสยาสน์ ชื่อว่าพระพุทธโคตรมะตามความนิยมของชาวบ้านเรียกชื่อวัดตามชื่อพระโคตรมะ ชื่อวัดพระราชประดิษฐานเดิมไม่นิยมใช้เรียกกันครั้นต่อมาวัดพระโคตะมะ เรียกเพี้ยนเป็นวัดพะโคะ ในกาลครั้งนั้นกษัตริย์หัวเมืองพัทลุง (สทิงพระ) และคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทำฎีกาเข้าไปยังกรุงศรีอยุทธยาขอทำกัลปนาต่อพระเจ้าอยู่ได้พระราชทานที่กัลปนาแก่วัดวาอารามต่าง ๆ

ในเขตหัวเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองพัทลุง (ดังปรากฏว่าด้วยการพระราชทานที่กัลปนาสำเนาจากหนังสือเทศาภิบาลเล่ม ๑ ที่นำมาลงพิมพ์บางตอนพอเป็นสังเขปซึ่งเกี่ยวกับพะโคะเท่านั้น)

ปัจจุบัน

ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพร บริเวณเขาพัทธสิงค์ อยู่ห่างจากสงขลา 48 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ สมเด็จพะโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประชาชนให้ความนับถือเป็นอันมาก สร้างประมาณ พ.ศ.500 เล่ากันว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลายจึงใคร่จะลองดี โจรสลัดจอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป เมื่อเรือแล่นมาได้สักครู่เกิดเหตุเรือแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องจอดอยู่หลายวัน จนในที่สุดน้ำจืดหมดลงโจรสลัดเดือดร้อน สมเด็จพะโคะสงสาร จึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเลเกิดเป็นประกายโชติช่วง น้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืด โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนจึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก
      

การเดินทาง

       การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 407 ทางสะพานติณสูลานนท์ผ่านเกาะยอ แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4083 (สงขลา-ระโนด) หลักกิโลเมตรที่ 110 ทางซ้ายมือ จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ

ชวนไปกราบหลวงพ่อทวดวัดพะโคะ


รูปหล่อหลวงปู่ทวด ปางธุดงค์ วัดพะโคะ
       "รู้จักหลวงพ่อทวดไหม?" ผมว่าคำถามนี้ทุกคนตอบได้
       และเมื่อชวนไปกราบ"หลวงพ่อทวด" ส่วนใหญ่ก็จะเข้าว่าชวนไปวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี

       วันนี้ ผมจะชวนไปกราบไหว้หลวงพ่อทวดที่วัดพะโคะครับ
       เมื่อเอ่ยถึงตอนนี้ หลายคนคง"งง"ว่าวัดพะโคะไหน เพราะ(หลายคน)ไม่เคยได้ยิน และไม่รู้จัก
       วัดพระโคะ อยู่จังหวัดสงขลาครับ

       สำหรับวัดพะโคะ มีชื่อทางการว่า "วัดราชประดิษฐาน"
       วัดพะโตะ เป็นวัดที่"สมเด็จพะโคะ"หรือ"หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด"เคย จำวัด สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2057 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 บนเขาพะโคะหรือเขาพัทธสิงค์ โดยมีเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นบนยอดเขา และมีโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น พระมาลิกเจดีย์ วิหารพุทธไสยาสน์ รอยบาท ศาลาตัดสินความ พระทรงเครื่อง หลักล่ามช้าง และศิวลึงค์ เป็นต้น
       สำหรับเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นที่ประดิษฐานพระมหาธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากเมืองลังกา ส่วนพระพุทธไสยาสน์ มีชื่อว่า"พระพุทธโคตมะ" ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า"พระโคตมะ" และเรียกวัดนี้ว่า วัดพระโคตมะ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นวัดพะโคะ
       บริเวณวัด มีภูเขา 4 ลูกคือ เขาพระพุทธบาท(พะโคะ) เขาพนังตุกแก(เขาน้อย) เขาคูหา และเขาผี และมีชุมชนอยู่ใกล้บริเวณเขาทั้งสี่ ซึ่งตามตำนานในอดีตเล่าว่า เจ้าเมืองลังกาทรงให้ชุมชนเหล่านี้ช่วยเหลือกิจของวัดพะโคะเนื่องในวันสำคัญ ทางศาสนาเสมอมา
       ความสำคัญ อีกประการหนึ่งของวัดพะโคะ คือเป็นที่กำเนิดและอุปสมบทของหลวงปู่ทวด วัดจึงนำสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ทวดมาให้ประชาชนชมและกราบไหว้บูชา พร้อมนำเสนอประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ทวด จึงเปิดพิพิธภัณฑ์วัดพะโคะ ให้ประชาชนเข้าชมและสักการะเมื่อพ.ศ. 2536 โดยของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ อาทิ พระพุทธรูป เครื่องปั้นดินเผาเครื่องทองเหลือง มีดพร้า ตะบันหมากทองเหลือง ธนบัตรและเหรียญสมัยก่อน เครื่องถ้วยกระเบื้อง รวมทั้งวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อทวด เช่น อัฐบริขาร จีวร ไม้เท้าของหลวงปู่ทวด ลูกแก้วบารมี เป็นต้น

       วัดพะโคะ อยู่บริเวณเขาพัทธสิงค์ หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ
       การเดินทาง ตั้งต้นจากหาดใหญ่สะดวกครับ เพราะสามารถใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 ไปทางสะพานติณสูลานนท์ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4083 ซึ่งเป็นทางเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ช่วงสงขลา-สทิงพระ หลักกิโลเมตรที่ 110 โดยให้สังเกตุทางซ้ายมือ จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ
       ส่วนใครมาจากตัวเมืองสงขลา วัดพะโคะ จะอยู่ห่างประมาณ 48 กิโลเมตรครับ

       สำหรับ"สมเด็จพะโคะ" หรือ "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" มีประวัติความเป็นมาว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลาย จึงใคร่จะลองดี โจรจึงจอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป
       เมื่อเรือแล่นไปได้พักหนึ่ง ก็เกิดเหตุเรือแล่นต่อไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เรือต้องจอดอยู่เช่นนั้นหลายวัน จนน้ำจืดที่มีอยู่หมด โจรสลัดมีความเดือดร้อน สมเด็จพะโคะสงสาร จึงได้เอาเท้าข้างซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเล เกิดเป็นประกาย โชติช่วงและน้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืด
       โจรสลัดเกิดความเลื่อมใส ศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชน จึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก

       ขณะเดียวกัน ตามพงศาวดารเมืองพัทลุง เรียกวัดว่า "วัดหลวง" สร้าง ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้พระราชทานที่กัลปนา(ยกให้) ครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2057 ต่อมาสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091 - 2111) ได้รับพระราชทานที่กัลปนาวัดนี้ เรียกว่า"วัดราชประดิษฐาน" และได้สร้างพระโคตมะ หรือพระพุทธรูปไสยาสน์ ที่ประดิษฐานอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
       วัดพะโคะ เคยถูกโจรสลัดมลายู ยกทัพเรือมาปล้น 2 ครั้ง เผาผลาญทำลายพระมาลิกเจดีย์ วิหารพระพุทธบาท และศาสนสถานอื่นๆจำนวนมาก จึงต้องมีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะครั้งสำคัญขึ้น ในครั้งที่สมเด็จพระราชมุนีสามิราม (สมเด็จพระโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) ขอพระราชทานที่กัลปนาใหม่ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (ระหว่าง พ.ศ. 2148 - 2158) ได้บูรณะ พระมาลิกเจดีย์สูง 1 เส้น 5 วา (สูงกว่าเดิม 5 วา) โดยได้รับพระราชทานยอดพระเจดีย์เนื้อเบญจโลหะ ยาว 3 วา 3 คืบ มาจากกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระราชมุนีมีความสำคัญต่อวัดนี้มากจนได้มี อนุสาวรีย์ปางธุดงค์จาริกของท่านไว้เคารพสักการะ

       วัดพะโคะ เป็นวัดที่มีความสำคัญต่อชุมชนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใช้เป็นสถานที่กระทำพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของเมืองพัทลุง เป็นวัดที่ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์พระพุทธไสยาสน์หรือพระโคตมะ และอนุสาวรีย์หลวงพ่อทวด (สมเด็จพระราชมุนีสามิราม) ในลักษณะจาริกธุดงค์ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาและเคารพบูชาของชาวไทยและชาวต่างประเทศใกล้เคียง มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้       สำหรับ พระมาลิกเจดีย์ เป็นสถาปัตยกรรมภาคใต้แบบลังกาสมัยอยุธยา นอกจากเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุแล้ว ยังมีพระพุทธไสยาสน์ยาว 18 เมตร สูง 25 เมตร ฝีมือช่างท้องถิ่น เรียกว่า พระโคตมะ (พะโคะ) ประดิษฐานในพระวิหาร ด้านทิศเหนือของเจดีย์ มีโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ำค่าอีกมากมาย
       ไปสงขลา ...นอกจากซื้อของที่หาดใหญ่ ชมทะเลที่สงขลา ไปคราวหน้าอย่าลืมแวะกราบ"หลวงพ่อทวดวัดพะโคะ"นะครับ...