Showing posts with label สถานที่ท่องเที่ยว. Show all posts
Showing posts with label สถานที่ท่องเที่ยว. Show all posts

Thursday, September 13, 2012

ย่านเมืองเก่าสงขลา จ.สงขลา


ย่านเมืองเก่าสงขลา
ย่านเมืองเก่าสงขลา
ย่านเมืองเก่าสงขลา จ.สงขลา ปัจจุบันถนนนครนอก ถนนนครใน และ ถนนนางงาม ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ มีห้องแถวไม้แบบจีน ตึก คลาสสิคสไตล์ชิโน โปรตุกีส ศาลเจ้าพ่อกวนอู โรงแรมนางงาม โรงแรมไม้เก่าแก่ประดับลายฉลุไม้วิจิตรบรรจง และขนมอร่อย ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ให้เลือกชมและชิมอย่างเอร็ดอร่อย UpYim.com นำข้อมูล พร้อมภาพย่านเมืองเก่าสงขลา มาให้ดูและศึกษา กันค่ะ
ย่านเมืองเก่าสงขลา
ย่านเมืองเก่าสงขลา
ย่านเมืองเก่าสงขลา ย่านเมืองเก่าสงขลาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญน่าเดินเที่ยว 3 สาย คือ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม เมื่ออดีตราว 200 ปีก่อน ตัวเมืองสงขลาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ เรียกว่า “เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน” จนกระทั่งพ.ศ. 2385 จึงขยายมาทางฝั่งทิศตะวันออกบริเวณตำบลบ่อยาง เรียกกันว่า “เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง” โดยเริ่มแรกมีถนนสองสายคือ ถนนนครนอก เป็นถนนเส้นนอกติดกับทะเลสาบ และถนนนครใน เป็นถนนเส้นในเมือง ต่อมามีการตัดถนนสายที่สามเรียกว่าถนนเก้าห้องหรือย่านเก้าห้อง เพื่องานสมโภชเสาหลักเมือง ต่อมาเรียกกันว่า ถนนนางงาม
ย่านเมืองเก่าสงขลา
ย่านเมืองเก่าสงขลา
วันเปิดทำการ: ทุกวัน /เวลาเปิดทำการ: 24 ชั่วโมง
ย่านเมืองเก่าสงขลา
    
    ย่านเมืองเก่าสงขลาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญน่าเดินเที่ยว 3 สาย คือ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม เมื่ออดีตราว 200 ปีก่อน ตัวเมืองสงขลาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ เรียกว่า "เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน" จนกระทั่งพ.ศ. 2385 จึงขยายมาทางฝั่งทิศตะวันออกบริเวณตำบลบ่อยาง เรียกกันว่า "เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง" โดยเริ่มแรกมีถนนสองสายคือ ถนนนครนอก เป็นถนนเส้นนอกติดกับทะเลสาบ และถนนนครใน เป็นถนนเส้นในเมือง ต่อมามีการตัดถนนสายที่สามเรียกว่าถนนเก้าห้องหรือย่านเก้าห้อง เพื่องานสมโภชเสาหลักเมือง ต่อมาเรียกกันว่า ถนนนางงาม

ปัจจุบันถนน นครนอก ถนนนครใน และถนนนางงามยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ มีห้องแถวไม้แบบจีน ตึกคลาสสิคสไตล์ชิโนโปรตุกีส ศาลเจ้าพ่อกวนอู โรงแรมนางงาม โรงแรมไม้เก่าแก่ประดับลายฉลุไม้วิจิตรบรรจง และขนมอร่อย ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ให้เลือกชมและชิมอย่างเอร็ดอร่อย

เป็นถนนที่ประกอบไปด้วยอาคารและสถาปัตยกรรมที่งดงาม เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของชาวสงขลาผ่านมุมมองทางสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นถนนนางงามยังเป็นแหล่งของกิน และแหล่งซื้อของฝากที่มีชื่อเสียง

ข้อมูลโดย : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
   
   
การเดินทาง

   ย่านเมืองเก่าสงขลาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองสงขลา.

ปาดังเบซาร์

 

ปาดังเบซาร์
    
     ตำบลปาดังเบซาร์ แยกจากตำบลทุ่งหมอ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2527 เพราะตำบลทุ่งหมอมีพื้นที่กว้างยากแก่การปกครอง และตำบลปาดังเบซาร์เป็นตำบลติดต่อกับชายแดนประเทศมาเลเซีย

เป็นชายแดนอีกแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งชอปปิ้งซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่นี่จะมีร้านรวงมากมายเรียงราย อยู่ตรงข้างทางฝั่งมาเลเซีย นักชอปฝั่งไทยไปเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายทุกวัน ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาเค้าพูดไทยได้กันทุกคน..

ข้อมูลจาก http://www.padangbeza.go.th/index.php
       
การเดินทาง
  เดินทางออกจากหาดใหญ่ มุ่งหน้าไปทางอ.สะเดา ประมาณ 60 กิโลเมตร

น้ำตกบริพัตร


 น้ำตกบริพัตร
 
มันคือ...น้ำตกบริพัตร อ.รัตภูมิ สงขลานั่นเอง

มาเที่ยวน้ำตกกันเลย



ไปเที่ยวน้ำตกไหน ถ้าเห็นตรงทางเข้ามีร้านค้าเยอะแบบนี้ละก็

เชื่อขนมกินได้ว่า...น้ำตกนั้นเป็นน้ำตกที่แมสมากๆ

คนตรึมแน่นอน



ไปถึงก็เห็นภาพแบบนี้จริงๆด้วย ผู้คนหอบลูกจูงหลาน หอบของกินไปนั่งปิกนิก

ความสุขของคนไทย ไม่ว่าอยู่ไหน ขอได้กิน...(นักล่าฯก็เป็น)

ถ้าทางอุทยานดูแลไม่ดี...ขยะคงบาน

น้ำตกบริพัตรเกิดจากเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านเรียกว่า น้ำตกคลองลำเรียน

ส่วนชื่อบริพัตรนั้น เรียกตามชื่อเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งที่เคยเสด็จมาพักผ่อน



ถ้าดูตามป้าย จะมีทั้งหมด 7 ชั้น

แต่ถ้าไปหาข้อมูลตามเน็ต มีห้าชั้นบ้าง สิบชั้นบ้าง แล้วแต่จะมั่วกัน

ถ้านักล่าฯมีลูก คงหุ่นแบบนี้แหละ(กรรมพันธ์แม่ไง)



น้ำน่าเล่นมากค่ะ...



หลากหลายอิริยาบถของผู้คนในวันสบายๆ...



น้ำตกชั้นล่าง จะเป็นชั้นที่ใครๆก็มากระจุกตัวกันตรงนั้น

แต่นักล่าฯเดินขึ้นไปชั้นบนอีกหน่อย ยอมเหนื่อย เพราะอยากรู้ว่าจะเป็นยังไง

นี่ค่ะ เห็นป้ายนี้แล้ว ไงล่ะ...เสียวมั้ย ? เขาบอกเป็นนัยๆ ว่าตัวใครตัวมันนะพี่น้อง



เดินย้อนสายน้ำขึ้นไป...ไม่ไกลมากหรอกค่ะ

เทียบไม่ได้กับที่ปีนโตนงาช้าง...อันนี้แค่หอบ แต่อันนั้นน่ะ ลิ้นจุกปาก!



ไปถึงต้องร้องว้าว! ...เพราะ น้ำตกชั้นที่สองนี้เงียบสงบและสวยคลาสสิกมาก



เหมือนหนังคนละม้วนกะชั้นแรกเลยค่ะ

ชั้นแรกสวยเหมือนนางนกต่อ แต่ชั้นสองสวยเหมือนนางฟ้า

ทุกอย่างงดงาม เยือกเย็น

นักล่าฯชอบม่านไทรที่ห้อยลงมาเป็นแนว


ชอบสายน้ำที่พรั่งพรูตามซอกหิน ลงสู่แอ่งน้ำน้อยๆ



ชอบที่มีหาดทรายขาวเนียนอยู่ด้วย แปลกตา ลงตัว



ถ้าใครไปน้ำตกบริพัตร ยอมเหนื่อยอีกนิดนะคะ

ขึ้นมาข้างบน แล้วจะพบความงามแบบสวรรค์สั่งมา



เล่นน้ำที่ชั้นล่าง คนเป็นล้าน เหมือนอยู่ในกระทะทองแดง

แต่มาเล่นน้ำบนนี้...จะรู้สึกเหมือนเป็นนางกินรีลงสรงในแดนสรวง



ครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว นักล่าฯมาเที่ยวบริพัตรก็อยู่แค่กระทะทองแดง

มาเที่ยวนี้...เหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นเลย...

ถ่ายรูปอยู่พักใหญ่ ก็ถ่อสังขารเดินลงไป


กรี๊ด...ดูจิ...โบกไม้โบกมือใหญ่เลย

สงสัยหนุ่มๆกลุ่มนี้นึกว่าเราเป็นนางฟ้าจำแลง




ข้อมูลทั่วไป

    วนอุทยานน้ำตกบริพัตร ห่างจากอำเภอเมือง 52 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 406 ระหว่างกิโลเมตรที่ 35-36 แยกจากปากทาง 800 เมตร เป็นน้ำตกเล็ก ๆ มีน้ำตลอดปี อยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี เหมาะกับการเล่นน้ำ สามารถเดินขึ้นไปตามบันไดหินเลียบเขา ชั้นบนมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ อีก 1 แห่ง

เป็นน้ำตกหนึ่งในสองแห่งของอำเภอรัตภููมิ จังหวัดสงขลา เป็นน้ำตกเกิดจากเทือกเขาบรรทัด ซึ่งคนในท้องถิ่นเรียกว่า เขาแก้ว น้ำตกบริพัตรอยู่ไปทางทิศตะวันออกของที่ว่าการอำเภอรัตภูมิ ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร อยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ ๓๔ ของถนนยนตรการกำธร (ถนนสายรัตภูมิสตูล) ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๐ ตำบลเขาพระ อยู่ในเขตของวนอุทยานแห่งชาติ สังกัดกระทรงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางวนอุทยานร่วมกับอำเภอรัตภูมิ ทำการปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และพักผ่อนโดยสร้างถนนราดยางเชื่อมต่อกับถนนยนตรการกำธรซึ่งเป็นทางหล วงแผ่นดิน เข้าไปยังน้ำตก ระยะทางตลอดทั้งวัน สภาพของน้ำตกมีน้ำตกตลอดทั้งปี แต่ที่มีน้ำมากที่สุดอยู่ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เป็นน้ำตกลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ กว่า ๑๐ ชั้น ตั้งแต่ชั้นล่างสุดถึงชั้น ๕ มีทางเดินขึ้นชมอย่างสะดวก ถัดจากนั้นขึ้นไป ต้องปีนป่ายใช้ความสามารถกันตามสมควร บริเวณชั้นล่างสุดมีแอ่งใหญ่เหมาะในการอาบและแวกว่ายน้ำกันอย่างสนุก ใสสะอาด ปราศจากมลภาวะทั้งปวง


น้ำตกแห่งนี้ เดิมชื่อน้ำตกคลองลำเรียน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๑ ปีใดยังไม่ปรากฏชัด จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้เสด็จเดินทางมาเกี่ยวกับราชการ จากจังหวัดสงขลาสู่จังหวัดสตูลได้และทรงพักผ่อนที่น้ำตก และได้ทรงจารึกพระนามไว้ที่หน้าผาของน้ำตกว่า "บริพัตร" น้ำตกคลองลำเรียนจึงได้ชื่อว่า น้ำตกบริพัตรตั้งแต่นั้นมา

บริเวณ น้ำตกเป็นที่ร่มรื่นและเย็นฉ่ำด้วยละอองน้ำตา มีต้นไม้นานาพันธุ์ทั้งไม้ดอกและไม้ยืนต้น เสียงเหล่านกส่งเสียงร้องเรียกหากันอย่างน่าฟัง มีความปลอดภัยสูง เพราะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานดูแลอยู่ตลอดเวลา การคมนาคมสะดวกสบาย มีถนนราดยางถึงริมน้ำตก ที่จอดรถกว้างขวาง เนื่องจากเป็นวนอุทยาน จึงมีระเบียบที่เคร่งครัดอย่างหนึ่งคือ ห้ามเก็บหรือน้ำวัตถุหรือสิ่งใด ๆ ที่เป็นธรรมชาติในอุทยาน เช่น พืชพันธุ์ สัตว์ หรือแม้แต่ก้อนหิน ออกไปจากอุทยานอย่างเด็ดขาด

วนอุทยานน้ำตกบริพัตร เป็นสถานที่ที่ผู้มาเยือนรัตภูมิน่าจะไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง เพราะธรรมชาติสวยงามมีพืชพรรณหลากหลายที่จะหาชมที่อื่นได้ยาก ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นฤดูผลไม้ของภาคใต้ จะมีผลไม้วางขายตลอดเส้นทางที่ผ่านเป็็นผลไม้สดที่มีคุณภาพและราคาย่อมเยา เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด จำปะดะ ลองกอง ฯลฯ ล้วนแต่มีรสชาติเป็นที่ติดใจของผู้ที่ลิ้มลอง 

ข้อมูลจาก http://www.rattaphumcity.com/
ขอบคุณภาพสวยๆจาก http://www.thaimtb.com/ และ http://www.rattaphumcity.com/
       
การเดินทาง

    จากทางหลวงหมายเลข 406 (รัตภูมิ-สตูล) ถึงประมาณกิโลเมตรที่ 35 เลี้ยวไปตามถนนลูกรังอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

ศาลเจ้าปู่ทวดหัวเขาแดง สงขลา

ปู่ทวดหัวเขาแดง

คนใต้จะเรียกสิ่งศักดิสิทธิ์ ที่คอยคุ้มครองลูกหลานว่า "ทวด"

ทวดจะมีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง

ทวดหัวเขาแดง เชื่อกันว่าเป็นจระเข้ใหญ่ คอยคุ้มครองการเดินเรือและการเดินทางให้ปลอดภัย


ศาลเจ้าปู่ทวดหัวเขาแดง สงขลา อยู่ฝั่งหัวเขาแดงคับ
การเดินทางไปไหว้ก้อต้องข้ามแพขนานยนต์ไป หรือ จะข้ามสะพานติณสูลานนท์ไปก้อได้คับ
เป็นที่เคารพของคนสงขลามากคับ
บริเวณนั้นจะมีด้วยกัน3ศาลคับ
1.ศาลปู่ทวดเขาแดง คับ
2.ศาลแปะกง คับ
3.ศาลเจ้าแม่กวนอิม คับ
ซึ่งทั้ง 3 ศาลจะอยู่กึ่งๆๆในภูเขาอ่ะคับ ติดทะเล


.
 
ศาลเจ้าปู่ทวดหัวเขาแดง เป็นศาลเล็กๆๆ คับ แต่ศักดิสิทธิ์มากๆๆๆๆๆ เห็นมารุ่นต่อรุ่นแล้ว เป็นเจ้าที่ปกป้องเมืองสงขลามายาวนาน


.
 
ศาลเจ้าแปะกง คับ

.
 
ศาลเจ้าแม่กวนอิม คับ

.
 
ดูกันชัดๆๆ คับ
ตั๋วของปู่ทวดหัวเขาแดง(อั่งซัวเหล่าแปะกง)


 
 ใกล้เข้ามาอีก

 ปู่ทวดเขาแดง มีกิมซิ้น2ภาค คือ เป็นภาคไทย กิมซิ้นก็คือเป็นชายนั่งสมาธิ

 
แล้วก้อภาคกิมซิ้นแต่งตัวแบบคนจีนน่ะคับ

 แล้วนี่ก้อคือ องค์เองบ่วนตั๊กหง่วนโส่ย เป็นเจ้าดั้งเดิมของชาวแต้จิ๋ว

.
ข้อมูลมีหลายตำราน่ะคับ และอีกอย่างเหตุการณ์มันผ่ามมาเนิ่นนานแล้ว คงไม่มีข้อมูลอะไรที่ตรงเป๊ะๆๆ
ขอแค่เราศรัทธาด้วยใจจริงแล้ว เจ้าทุกองค์ก้อจะช่วยเราเอง
 ข้อมูลผมมีใครจะช่วยเสริมตรงไหนก็เชิญน่ะคับ
ลุงปู่ทวดมีเข้ามาบ้างมั้ยคับ

 สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญชวนทุกคนมากราบไหว้พระกันน่ะคับ มาเที่ยวสงขลากัน.

 
 

หัวเขาแดง สงขลา

 
ป้ายแนะนำป้อมเขาหัวแดง
ชุมชนประมงที่หัวเขาแดง ที่เห็นไกลลิบๆคือตัวเมืองสงขลา
ป้อมบนหัวเขาแดง ภาพจาก http://www.pixgang.com/webboard/showthread.php?t=1489
        แล้ว"หัวเขาแดง"ล่ะ เป็นหัวของใคร
        ไม่ใช่ครับ...หัวเขาแดง เป็นเนินเขาอยู่บริเวณปากน้ำเมืองสงขลา ซึ่งคือตัวเมือง"สิงขระ" เป็นที่ราบสูงเลียบทะเลสาบ ราษฎรสร้างบ้านเรือนบนเนินเขา ซึ่งภูเขาเหล่านี้ เมื่อมองไกลๆจะเห็นดินสีแดงจนคนเรียกกันว่า"หัวเขาแดง" โดยปัจจุบันคือตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร และมีทะเลล้อมทั้ง 3 ด้าน คือทิศใต้ ตะวันออก และตะวันตก นั่นคือทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ซึ่งก็คือท่าเรือแพขนานยนต์ด้านอ.สิงหานคร
        สำหรับ "เขาแดง" เป็นภูเขาขนาดใหญ่มีป้อมปืนอยู่หลายป้อม สร้างขึ้นเพื่อใช้สังเกตการณ์ข้าศึก มีอย่างกระจัดกระจาย ทั้งบนยอดเขาแดงและพื้นที่รอบๆ โดยเฉพาะบนยอดเขานั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก และใกล้ๆ กับป้อมปืนบนยอดเขาแดงยังมีเจดีย์องค์ดำ และเจดีย์องค์ขาว หรือที่เรียกว่า "เจดีย์สองพี่น้อง"
        นอกจากนั้น ที่"หัวเขาแดง" ยังมี"ทวด"ซึ่ง เป็นเทพที่สถิตอยู่ที่หัวเขาแดงปากน้ำเมืองสงขลา และเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป มาแต่สมัยโบราณว่า ทวดคอยอภิบาลปกป้องคุ้มครองรักษาความปลอดภัย ประสิทธิ์โชคลาภนานาประการแก่เมืองสงขลา ประชาชนสงขลาและผู้ที่เดินทางผ่านไปมาทั้งทางทะเลและทางบก
        ปัจจุบัน มีศาลาเป็นที่ประดิษฐานทวดเขาแดงแบบสถาปัตยกรรมจีน ภายในประดิษฐานรูปจำลองของทวดหัวเขาแดง และรูปจำลองไม้แกะสลักศิลปจีนของ (เอ็งบ้วนต๊ะ ง้วนซ้วย) หรือ (องค์ว่านต๊ะเหยียนซ้วย) ซึ่งเป็นเทพที่สำคัญองค์หนึ่งทางฝ่ายบุ๊น เป็นแม่ทัพที่ชาวจีนนับถือมาก

หัวเขาแดง
    
    ที่ตั้งกลุ่มบ้าน เป็นที่ราบสูงเลียบทะเลสาบ ราษฎรสร้างบ้านเรือนบนเนินเขา สถานที่ชาวบ้านเรียกว่า "หน้าเขา" สมัยก่อนเรียกสถานที่นี้ว่า "เมืองสิงขร" เป็นเมืองเก่า และภูเขาเหล่านี้ เมื่อมองระยะห่างจากที่อื่น จะเห็นดินสีแดง ทุกคนจะเรียกภูเขาบริเวณนี้ว่า "หัวเขาแดง" และในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตำบล "หัวเขา" อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา  
ราษฎรของที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มหนาแน่น ประกอบอาชีพประมง เนื่องจากอาณาเขตทั้ง 3 ด้าน คือทิศใต้ ตะวันออก และตะวันตก ที่โอบล้อม "หัวเขาแดง" ไว้คือทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ความสมบูรณ์ของ 2 ทะเลจึงเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชาว "หัวเขาแดง" ไว้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับ "เขาแดง" เป็นภูเขาขนาดใหญ่มีป้อมปืนอยู่หลายป้อมด้วยกัน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้สังเกตการณ์ข้าศึก มีอย่างกระจัดกระจาย ทั้งบนยอดเขาแดงและพื้นที่รอบๆ โดยเฉพาะบนยอดเขานั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก และใกล้ๆ กับป้อมปืนบนยอดเขาแดงยังมีเจดีย์องค์ดำ และเจดีย์องค์ขาว หรือที่เรียกว่า "เจดีย์สองพี่น้อง" ซึ่งที่นี่เป็นจุดหมายที่เราจะไปเที่ยวกัน

การเดินทางไปเขาแดง ถ้ามาจากฝั่งอ.เมืองสงขลา ให้ขึ้นแพขนานยนต์มา พอถึงฝั่งเขาแดงแล้วเลี้ยวขวาเดินมาไม่นาน จะพบป้ายและบันไดทางขึ้น ซึ่งค่อนข้างสูงชัน ขึ้นไปสักระยะ จะมีป้ายชี้ไปทางซ้ายมือ เดินไปสักนิดจะพบป้อมปากน้ำสงขลา หมายเลข 8 สภาพป้อมได้รับการบูรณะไว้ จุดนี้จะทำให้มองเห็นฝั่งแหลมสนอ่อน และท่าเทียบเรือสงขลา อย่างชัดเจน

จากนั้นก็ต้องเดินป่าเข้าไป โดยจะมีทางเล็กๆ บังคับขึ้นไปจนถึงยอดเขาแดง สองข้างทางจะเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด ร่มครึ้มอยู่ตลอดเส้นทาง ขอแนะนำว่าใครที่จะผจญภัยไปทางนี้ควรฟิตร่างกายให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเป็นลมได้ง่ายๆ หรือถ้าจะไปทางที่สบายกว่านี้ก็ให้ไปขึ้นอีกทาง ถัดจากนี้ไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีบันไดขึ้นไปถึงยอดเขา

สำหรับใครที่อยากขึ้นไปสัมผัสความงามบนยอดเขาแดงแบบไฮเทค คงต้องรอกันสักนิด แต่ถ้าใครอยากพิชิตเขาแดงด้วยลำแข้งของตัวเอง ก็ไปได้ทุกวัน ชาวหัวเขาแดงรอต้อนรับอย่างเป็นมิตร


เจดีย์สองพี่น้อง
     บนยอดเขาแดงมีเจดีย์ 2 องค์ องค์แรกเป็นเจดีย์องค์พี่ ลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อด้วยหินฉาบปูน ยอดปรักหักพัง มีสีดำ คนทั่วไปเรียกว่า "เจดีย์องค์ดำ" สร้างเมื่อ พ.ศ.2375 โดยเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์

ส่วนเจดีย์องค์ที่สองเป็นเจดีย์องค์น้อง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมเช่นกัน องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐฉาบปูน มีสีขาว คนทั่วไปเรียก "เจดีย์องค์ขาว" สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2382-2484 โดยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัด บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยามหาพิชัยญาติ ผู้เป็นน้องร่วมมารดากับเจ้าพระยาพระคลังฯ ชาวบ้านเรียกเจดีย์สององค์นี้ว่า "เจดีย์สองพี่น้อง" ระหว่างองค์เจดีย์ทั้งสองมีศาลาเก๋งจีน ชำรุดเหลือแต่พื้นที่ผนังที่เจาะช่องหน้าต่างเป็นวงกลม ปัจจุบันองค์เจดีย์ทั้งสองได้รับการขุดแต่งบูรณะจากหน่วยศิลปากรที่ 9 สงขลา กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2525

ข้อมูลจาก http://www.thaisouthtoday.com/

ขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก เว็บไซท์โรงพยาบาลสงขลา http://www.sk-hospital.com/
       
การเดินทาง

  การเดินทางไปเขาแดง ถ้ามาจากฝั่งอ.เมืองสงขลา ให้ขึ้นแพขนานยนต์มา พอถึงฝั่งเขาแดงแล้วเลี้ยวขวาเดินมาไม่นาน จะพบป้ายและบันไดทางขึ้น ซึ่งค่อนข้างสูงชัน ขึ้นไปสักระยะ จะมีป้ายชี้ไปทางซ้ายมือ เดินไปสักนิดจะพบป้อมปากน้ำสงขลา หมายเลข 8 สภาพป้อมได้รับการบูรณะไว้

เขาตังกวน

 


เขาตังกวน

เขาตังกวน เป็นภูเขาเล็ก ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสงขลา แวดล้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ของเมืองสงขลาเคียงข้างอยู่กับเขาน้อย ที่ขนาบข้างด้วยสองฝั่งทะเล ที่สอดคล้องกับตำนานเมืองสงขลา
วันนี้การขึ้นลงเขาตังกวน เป็นไปด้วยความสะดวกสบาย เนื่องจากมีการจัดทำลิฟส์ สำหรับขึ้นลงเขา ทำให้ไม่ต้องคอยปีบันใด ขึ้นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว นับเป็นความโชคดีของ เหล่าบรรดา นักท่องเที่ยวทั้งหลาย ที่จะได้มีโอกาสชมความงามของส่งขลา โดยไม่ต้องเหนื่อยแรงปีนบันใดดังสมัยก่อน

ประวัติความสำคัญของเขาตังกวน

เขาตังกวน เป็นเนินเขาสูง จากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุตบนยอดเขาตังกวนเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลา

ซึ่งสร้างในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี (อยู่บนยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุต) โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) ได้พระราชทานเงินหลวงให้เป็นทุนในการบูรณะปฏิสังขรณ์ และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (ร.9) ได้ทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุให้มาบรรจุในองค์พระเจดีย์

จากยอดเขาตังกวนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลาได้โดยรอบ สามารถขึ้นไปเที่ยวชมได้ มีบันไดอยู่ทางถนนราชดำเนินใน ทุกๆ ปีในเดือนตุลาคม จะมีงานพิธีห่มผ้าองค์พระเจดีย์ และประเพณีตักบาตรเทโวและลากพระของสงขลา ก่อนจะถึงยอดเขายังมีศาลาวิหารแดง (พลับพลาที่ประทับ)

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ามหาราช (ร.5) โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาในสมัยนั้น (2432) ในครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสแหลมมาลายู และได้เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน สร้างพลับพลานี้ถวายตามพระราชดำริของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสร้างเสร็จในปี 2440
วิหารแดงภาพด้านหน้าวิหารแดง
การเดินทางสู่เขาตังกวน
กานขึ้นสู่ยอดเขาตังกวน ปัจจุบัน ทำได้ ๒ วิธี คือ
๑ ขึ้นลิฟส์โดยสาร จากจุดบริการลิฟส์โดยสาย ณ บริเวนถนนตัดระหว่างเขาตังกวนและเขาน้อย ไม่ต้องเดินกันให้เหนื่อยด้วยค่าบริการคนละ 20 บาท โดยเปิดบริการเวลา 10.00-19.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ และ 8.00-19.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
๒ ขึ้นโดยการเดินขึ้นบันได ฝั่งตรงตะวันตก ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามลิฟส์โดยสาร ตลอดระยะทางมีบันไดหิน สลับกับจุดพักและจุดชมวิว เป็นช่วง ๆ ขอดีคือจะสามารถชมมุมมอง ได้หลายมุม หลายระดับ ข้อเสียข้อเดียวคือเหนื่อยครับ เพราะบันไดเป็นบันใด ที่มีความสูงกว้าง ตามธรรมดาที่นักท่องเที่ยวที่ชมสิ่งก่อสร้งโบราณจะได้พบ ตามสถานที่สำคัญ ๆ เสมอครับ จำนวนบันได จากฐานภูเขา ณ บริเวณบันไดนาค ถึงวิหารแดงจำนวน ๑๔๕ ขั้น ลงไปนับดูกันได้ครับ
บรรยากาศรอบ ๆ เจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลา เจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลา ถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจชาวเมืองสงขลาที่สำคัญอย่างหนึ่ง พิสูจน์ได้จากทุกปี จะมีประเภณีชักพระ และเปลี่ยนผ้าห่มองค์เจดีย์ทุกปี ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นงานใหญ่งานหนึ่งของจังหวัดสงขลา

เขาตังกวน


เป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมในตัวเมืองสงขลา ทางไปแหลมสนอ่อน บนยอดเขาตังกวนเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลา ซึ่งสร้างในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช เป็นศิลปะสมัยทวารวดี ในเดือนตุลาคมของทุกปีจะมีพิธีห่มผ้าองค์เจดีย์ ประเพณีลากพระและตักบาตรเทโว และยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลาและทิวทัศน์สองทะเล คือทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา และก่อนถึงยอดเขาตังกวนจะมีศาลาวิหารแดง (พลับพลาที่ประทับ) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาในสมัยนั้น สร้างพลับพลานี้ถวายตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2431 บริเวณด้านล่างเขาตังกวนมีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก การขึ้นยอดเขาตังกวน มีบริการลิฟท์ขึ้นยอดเขา เที่ยวละประมาณ 20 บาท หรืออาจเดินเท้าขึ้นไปตามบันไดนาคก็ได้



ขอบคุณภาพสวยๆจาก http://www.oknation.net/blog/president/gallery/25879
       
การเดินทาง

    การขึ้นยอดเขาตังกวน มีบริการลิฟท์ขึ้นยอดเขา เที่ยวละประมาณ 20 บาท หรืออาจเดินเท้าขึ้นไปตามบันไดนาคก็ได้