Wednesday, October 17, 2012

ตลาดระโนด อ. ระโนด จ. สงขลา

~~ตลาดระโนด อ. ระโนด จ. สงขลา~~



กลับไปเยี่ยมบ้านตอนปีใหม่มาค่ะ ป้าอิ๋วได้มีโอกาสไปที่ตลาดอำเภอระโนด หรือที่เรียกกันว่า "หร๊าดโหนด" เป็นอำเภอเล็กๆ เงียบ อยู่ระหว่างรอยต่อของอีก 2 จังหวัด คือ พัทลุงกับนครศรีธรรมราช อาหารที่ชาวบ้านรับประทานกัน ก็เลยจะคล้ายๆ และไกล้เคียงกันในบริเวณแถบนั้น



ในตัวอำเภอ จะพัฒนามาก แต่ก็ไม่ถึงกับมากที่สุด แต่ที่บอกว่าพัฒนา เนื่องจากมี ร้านเซเว่นไงคะ อิอิ ร้านนี้เลยกลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกการพัฒนาของป้าอิ๋วไปซะ เพราะบ้านที่ป้าอิ๋วอยู่ตอนนี้ ปัจจุบัน ไม่มีเซเว่นค่ะ ฮ่า ฮ่า บ้านนอกกว่าระโนดอีก..




รูปนี้เป็นด้านซ้ายมือของตลาดค่ะ มีเป็นสะพานข้าม ไปอีกฝั่งหนึง ไปไหน ไม่รู้..




รูปนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง…สถานีรถประจำทางระโนด-สงขลา และระโนด-หาดใหญ่ค่ะ นั่งกันนานมากกกกก




รูปนี้เป็นสะพานข้ามคลองระโนด (รึปล่าว) ใครรู้บ้างว่า ข้ามไปไหน ยกมือขึ้น……(ดัสติน เอามือแม่ลง…เร้ว…..)




รูปนี้ เป็นทางแยกเข้าไปจากถนนสายหลัก เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอค่ะ ธนาคารกรุงเทพฯ ยังคงวางไว้ที่เดิม ยังไม่มีใครขโมยไปไหน (เวอร์จริงๆ ป้าอิ๋วนี่…)




ตัวตลาด ก็ทำเหมือนตลาดทั่วไปค่ะ นี่พัฒนาแล้วนะคะ ป้าอิ๋วไม่ได้เข้ามาดูนานเป็น 20-30 ปีแล้วมั้ง




ราวสะตอเตี้ยๆ แบบนี้ วางอยู่ปากทางเข้าค่ะ สะตอที่ไหนๆ ก็จะแขวนเป็นพวงๆ ขายแบบนี้เสมอ ไม่ค่อยวางเรี่ยพื้นค่ะ เพราะมันจะหักง่าย ราคาตก อันนี้ไม่ได้ถามราคานะคะ เดาเอาว่า พวกละ 20 บาทค่ะ




เจ้าเดียวกับสะตอ มีผักอื่นๆ มาขายบ้างเล็กน้อย คงเป็นชาวสวนค่ะ




เดินเข้าไปในตัวตลาด ก็มีผัก หมู ไก่ขาย ปกติค่ะ แล้วมี แต่ป้าอิ๋วเลือกถ่ายมาฝากเพื่อนๆ น้องๆ ก็ที่หาดูยาก ค่ะ นี่เลย…ลูกชิ้นปลาชุปแป้งทอด…ต้องสีส้มอย่างนี้เท่านั้น ถึงจะเป็นของระโนดแท้ๆค่ะ ป้าอิ๋วเห็นที่ไหนไม่ได้เลย จะต้องซื้อทานทุกทีซิน่า เคยเห็นเขาขายที่ กทม. ด้วยน๊า.....จริงๆ มันก็ทำง่ายๆ นะคะ พูดแล้วก็อยากทานขึ้นมาเชียว




เดินต่อค่ะ กองนี้ เป็นขมิ้นยักษ์ค่ะ ถามแม่ค้า บอกว่า เอาไว้ให้วัวกินค่ะ เป็นสมุนไพรสำหรับวัวชนค่ะ ป้าอิ๋วมองแล้ว โอ้โห….เสียดายไม่มีสเกลเปลียบเทียบ เพราะมันอ้วนเท่าข้อมือป้าอิ๋วเลยค่ะ …คงเอาไว้ย้อมจีวรได้ดีแน่ๆ เชียว…




อันนี้เป็นหน่อไม้สด ที่สไตล์การหั่นหน่อไม้แบบนี้ เจอได้เฉพาะที่ระโนดค่ะ หรือว่าที่สงขลา หรือจังหวัดอื่น มีไม๊ก็ไม่ทราบนะคะ หั่นเป็นท่อนๆ ก่อน แล้วมาซอยถี่ๆ ด้านบนกับด้านล่าง แต่สลับกันค่ะ เมื่อฉีกออกมา ก็จะเป็นแผ่นๆ ที่มีริ้ว คล้ายหวี วุ้ย อธิบายไม่ถูก น้องสาว ช่วยหน่อยเร้ว….(เห็นแมงตัวเล็กๆ เกาะมะ…แสดงว่า ไม่มีสารเคมีจ๊า…..)




อันนี้ กุ้งส้มค่ะ รสชาด เปรี้ยวๆ ยังไงก็จำความไม่ค่อยได้แล้วค่ะ ที่บ้านไม่ทานของหมักดองแบบนี้เท่าไร ทานจากข้างๆบ้าน หรือบ้านเพื่อนสมัยเด็กๆ ค่ะ ตอนนี้ไม่ได้ทานนานนนนนน มากกกกกก




อันนี้ เนียงค่ะ แบบนี้ เขาเรียกว่า เนียงเพาะ ค่ะ คือเอาไปฝังทราย เพื่อให้รากงอก แล้วก็เอามาทานเป็นผักเหนอะ (ผักเคียง) หรือเป็นผักทานกับน้ำพริก การทานสะตอเพาะ จะได้อารมณ์เหม็นปาก เพิ่มขึ้นจากไม่เพาะ เป็น 2-3 เท่าค่ะ อิอิ เป็นยาคุมกำเนิด ที่ดีเลยจ๊า……ใครสนใจ ติดต่อได้ค่ะ อิอิ



มีเรื่องขำๆ เกี่ยวกับเนียงด้วยค่ะ ที่ชุมพร ป้าอิ๋วให้ลุงคนหนึง เขาเพาะเนียงไว้ให้เป็นต้น เพื่อจะเอาต้นไปปลูกทางเหนือค่ะ 1 เดือนผ่านไป ถามหาต้นเนียงค่ะ ว่าเพาะขึ้นรึยัง ลุงหนู แกบอกว่า เพาะแล้วครับ แต่เมียแกขุดกินหมดแล้ว ฮ่า ฮ่า….ป้าอิ๋วขำกลิ้งเลย…เลยบอกลุง เพาะใหม่นะลุง คราวนี้ “หยบๆ เพาะด้วยน๊ะ”


คำว่า หยบๆ แปลว่าแอบๆ ค่ะ อิอิ เดี๋ยวโดนขุดกินซะอีก โถ ต้นเนียงของช้านนนนนนนน



อันนี้ น่าจะรู้จักกันถ้วนทั่วทุกภาค คือ ปูเค็ม ค่ะ สมัยก่อน เรากินปูเปรี้ยวกัน ตัวจะมีขนๆ ด้วย เป็นปูทะเล แต่หลังๆ มานี่ไม่เห็นแล้วค่ะ สังสัยโดนจับกินกันสูญพันธุ์ไปเลย….




อันนี้เป็นอ่างหรือกล่องใส่ปลาร้า ซ้ายมือ และขวามือคือ ปลาจิ้งจัง ค่ะ เป็นคนละสำเนียง กับปลาจิ้งจั้ง หรือฉิ้งฉ้าง นะคะ เป็นปลาหมัก คล้ายๆ ปลาร้าค่ะ แต่ใช้ปลาตัวเล็ก พันธุ์อะไร ก็ไม่รู้ แล้วเขาเอามาทำไรทาน จำไม่ได้แล้วค่ะ น่าจะยำใส่ส้มมะขามซอย หรือบีบมะนาว หรือมะม่วงสับนะคะ ถ้าจำไม่ผิด




อันนี้ เรียกว่า หนางหมู ค่ะ เป็นเนื้อหมูที่เอาไปหมัก ทำยังไงก็ไม่รู้ และเขาเอามาแกงแบบใส่กะทิ แบบคล้ายๆ ต้มกะทิ ใส่หยวกกล้วย อันนี้ป้าอิ๋วก็ไม่เคยทำค่ะ และที่บ้าน คุณพ่อทานอยู่คนเดียว แต่คนทำอาหารไม่ซื้อเข้าบ้าน อิอิ พ่อก็อดไป ทำจากหัวหมูที่เลอะเอาแต่เนื้อมาหมักค่ะ




อันนี้สุดยอดของโปรดของป้าอิ๋วค่ะ ปลาดุกเค็ม กลับบ้านทีไร ต้องซื้อมาครั้งละหลายๆ ตัว จนใครๆ ก็รู้กันว่าป้าอิ๋วชอบ เขาจะซื้อเก็บไว้ให้ค่ะ ทอดน้ำมันน้อยๆ ทานกับข้าวต้ม หรือแกงส้มใต้ แหม๋ สุดยอดจริงๆ




เครื่องแกงสำเร็จรูป อันนี้เป็นของกลุ่มแม่บ้านที่พัทลุงค่ะ เขาส่งขายทั่วราชอาณาจักรภาคใต้มั้ง แม่บอกว่าเขาสะอาดค่ะ นึ่งก่อน เพราะฉะนั้น จะเก็บในตู้เย็นได้นาน มีทั้งแบบมัดจิ๋วๆ กับแบบครึ่งกิโลแบบนี้ ป้าอิ๋วลองซื้อมาอย่างละห่อจิ๋วค่ะ มีพริกแกงส้ม แกงพริก และแกงกะทิใต้ค่ะ ลองแกงส้มไปอย่างเดียว อร่อยมากกกกก ไม่รู้ใส่ผงชูรสไปด้วยรึปล่าวน๊า…..




อันนี้เป็น กะปิที่ทำจากปลาค่ะ เขาเรียกว่า เคยปลา เอาไว้ใส่แกงป่า หรือแกงเผ็ดค่ะ ทำยังไงก็ไม่ทราบ แต่เวลาใช้ เราจะละลายกับน้ำร้อน แล้วกรองเอาแต่น้ำค่ะ เพราะมีก้างปลาปนๆ มาด้วยค่ะ




อันนี้ เป็นแมลงสาบ เอ้ย ไม่ใช่ เป็นแมงดาค่ะ เอาไว้ตำน้ำพริกกะปิ ดูซิ ทุกตัวพร้อมใจกันหงายท้อง ทำไมก็ไม่รู้ หรือว่าอายที่ตัวคล้ายแมลงสาบ มีคว่ำอยู่ตัวเดียวอ่ะ เหมือนม๊ะ เหมือนม๊ะ…




อันนี้ คุณแม่ค้า กำลังหยิบผลิตภัณฑ์ให้เลือกค่ะ ป้าอิ๋วจะซื้อ มันกุ้ง ที่เป็นกระปุกเล็กๆ ฝาสีแดงค่ะ ส่วนไตปลา ก็เห็นมีขายนะคะนั่น แต่ไตปลา หาซื้อได้ทั่วไป แม้แต่เมืองนอก ไม่จำเป็นต้องซื้อค่ะ




รูปสุดท้ายสำหรับรีวิวของในตลาด คือ มันขี้หนู ซึ่งคลุกๆ ปนดินมาแบบนี้ค่ะ อันนี้ ป้าอิ๋วซื้อมา 20 บาทค่ะ ครึ่งกิโลค่ะ หิ้วกลับชุมพรโล๊ด….




และสุดท้ายก็ทิ้งท้ายกับแกงคั่วปลาดาบเงินกับมันขี้หนูอีกครั้งค่ะ ติดค้างมาหลายครั้งแล้ว อันนี้ ต่อเนื่องได้อย่างเหมาะสมเลยค่ะ พบกันใหม่เมนูนี้ รีวิวครั้งหน้านะคะ


“แกงคั่วปลาดาบเงินกับมันขี้หนู”





ประเพณีวันสารทเดือนสิบ วันชิงเปรต วัดโรง อ.กระแสสินธ์ จ.สงขลา ปี 2555

 ประเพณีวันสารทเดือนสิบ วันชิงเปรต วัดโรง อ.กระแสสินธ์ จ.สงขลา ปี 2555

ประเพณีวันสารทเดือนสิบ

       การทำบุญวันสารทเดือนสิบ  หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า วันชิงเปรตนั้นในเดือนสิบ(กันยายน) มีการทำบุญที่วัด 2 ครั้ง
   

          ครั้งแรก  วันแรม  1 ค่ำ  เดือนสิบเรียกว่า     วันรับเปรต
       ครั้งที่สอง   วันแรม  15  ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า    วันส่งเปรต



การทำบุญทั้งสองครั้งเป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วโดยอุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกอยู่ในเปรตภูมิเป็นคติของศาสนาพราหมณ์ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญ ณ วัดที่เป็นภูมิลำเนาของตนเพื่อร่วมพิธีตั้งเปรตและชิงเปรตอาจสับเปลี่ยนกันไปทำบุญ ณ ภูมิลำเนาของฝ่ายบิดาครั้งหนึ่งฝ่ายมารดาครั้งหนึ่งจึงทำให้ผู้ที่ไปประกอบ อาชีพจากถิ่นห่างไกลจากบ้านเกิดได้มีโอกาสได้กลับมาพบปะสังสรรค์และ                                รู้จักวงศาคณาญาติเพิ่มขึ้น

ขนมเดือนสิบ  จัดขึ้นโดยเฉพาะใช้ในโอกาสทำบุญเดือนสิบ  ที่จำเป็นมี  5  อย่าง คือ

1.ขนมลา     เป็นสัญลักษณ์แทนเสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่ม

2.ขนมพอง  เป็นสัญลักษณ์แทนแพ  สำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้เดินทาง

3.ขนมกง    ( ขนมไข่ปลา )  เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ

4.ขนมเจาะรู หรือขนมเจาะหูหรือขนมเบซำ  เป็นสัญลักษณ์แทนเงินสำหรับใช้จ่าย

5. ขนมบ้า   เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้า  สำหรับใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์
      ในวันแรม  1  ค่ำเดือนสิบ  ชาวบ้านจัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดชาวบ้านเรียกวันนี้ว่าวันชิเปรตเป็นวันที่ยมบาลเปิดนรกปล่อยเปรตชนมาเยี่ยมลูกหลาน  ลูกหลานก็ทำบุญต้อนรับครั้งหนึ่งใน วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบเรียกว่าวันส่งเปรตเป็นวันที่เปรตชนต้องกลับยมโลก  ลูกหลานก็จะทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง



ประเพณีปฏิบัติ


          ก่อนวันงาน ชาวบ้านจะทำขนมที่เรียกว่า กระยาสารท และขนมอื่น ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น
ในวันงาน ชาวบ้ายจัดแจงนำข้าวปลา อาหาร และข้าวกระยาสารทไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้าน
ทายก ทายิกา ไปถือศีล เข้าวัด ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล นำข้าวกระยาสารท หรือขนมอื่นไปฝากซึ่งกันและกันยังบ้านใกล้เรือนเคียง หรือหมู่ญาติมิตรที่อยู่บ้านไกลหรือถามข่าวคราวเยี่ยมเยือนกัน
          บางท้องถิ่นทำขนมสำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่พระโพสพ ผีนา ผีไร่ด้วย เมื่อถวายพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นำไปบูชาตามไร่นา โดยวางตามกิ่งไม้ต้นไม้ หรือที่จัดไว้เพื่อการนั้นโดยเฉพาะ





ความเชื่อ

          วันสารท เป็นวันที่ถือเป็นคติและเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้และเชื่อว่า
          หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้วญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข
อีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลักในช่วงเดือน 10 นี้ ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญเพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก

วันเวลา


การกำหนดทำบุญวันสารท มีความคลาดเคลื่อนกันบ้างในแต่ละท้องถิ่นของไทย เช่น
ภาคกลาง กำหนดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
ภาคใต้ กำหนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันรับตายาย และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันส่งตายาย
ชาวมอญ กำหนดวันขึ้น 15 ค่ ำ เดือน 11
          อย่างไรก็ตาม สารทไทยโดยทั่วไป ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เนื่องจากนับถัดจากวันสงกรานต์ ตามจันทรคติจนถึงวันสารทจะครบ 6 เดือน พอดี

ประเพณีสังวร





          วิธีปฏิบัติในการทำบุญวันสารทจะมีความแตกต่างกันออกไป แล้วแต่หมู่ชน และขนบธรรมเนียมประเพณีตามภูมิภาค ควรยอมรับว่าแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน และปฏิบัติตามแต่ละท้องถิ่นจะนิยม
          การทำบุญวันสารท ควรถือเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติสนิทมิตรสหายทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและยังมี ชีวิตอยู่เพราะเป็นช่วงที่ว่างจากการทำนาบ้างหรือไม่เร่งรัดเหมือนกับช่วงปักดำ หรือช่วงเก็บเกี่ยว
          การไปวัดฟังธรรมในอดีต มักเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่เป็นส่วนใหญ่ในวันเช่นนี้ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและคนหนุ่มสาว ไปวัดทำบุญและรักษาศีลให้มากขึ้น เพราะเป็นวัยที่ยังมีพลังที่จะเป็นหลักต่อไปในอนาคต และเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งรัดงานมากนัก
          พระสงฆ์ควรเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ประเพณีวันสารทให้ประชาชนเข้าใจและรู้ซึ้งถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพื่อส่งเสริมให้สามารถปฏิบัตได้อย่างถูกต้อง
          ควรส่งเสริมฟื้นฟูประเพณีวันสารท ให้มีการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยทุกกลุ่ม เพื่อเป็นที่รู้จักและแพร่หลายต่อไป


กิจกรรมวันสารท



 ให้แก่ผู้ที่ล่ง ลับไปแล้ว การตักบาตรจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ การตักบาตรที่สำคัญในแต่ละท้องถิ่นได้แก่

          ตักบาตรขนมกระยาสารท

          ขนมกระยาสารทเป็นขนมประจำวันสารทในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งจะขาดเสียมิได้ด้วยมีความเชือที่ว่า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรขนมกระยาสารทในวันสารทไทยแล้ว ญาติผู้ล่วงลับก็จะไม่ได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่กระทำในวันนั้น ขนมกระยาสารทมีส่วนประกอบ คือ ข้าวตอก ข้าวเม่า ถั่ว งา และน้ำตาล นำทั้งหมดมากวนเข้าด้วยกัน เมื่อสุกแล้วจึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลม หรือจะตัดเป็นแผ่นก็ได้

          ตักบาตรน้ำผึ้ง

          เป็นที่นิยมในบางท้องถิ่นเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักเป็นชาวไทยมอญ ที่นิยมตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีการตักบาตรน้ำผึ้ง เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามพุทธประวัติว่า "ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษา ณ ป่าปาริไลยก์ เพียงพระองค์เดียว แต่มีผู้ถวายอุปัฏฐากเป็นช้างปาริเยยกะ เป็นผู้คอยถวายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และลิงเป็นผู้หาผลไม้มาถวาย วันหนึ่งลิงได้นำน้ำผึ้งมาถวาย การถวายน้ำผึ้งจึงเป็นประเพณีปฏิบัติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"
ฟังธรรมเทศนา
ถือศีลภาวนา
ปล่อยนกปล่อยปลา





ชิ ง เ ป ร ต 2

ชิ ง เ ป ร ต




"ชิงเปรต"
 เป็นประเพณีของภาคใต้  
โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ที่กระทำกันในวันสารท เดือน ๑๐
เป็นประเพณีสำคัญ ที่จัดขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
 การชิงเปรต คือการทิ้งทานอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี ทั้งเปรต ทั้งที่มีญาติ
และไม่มีญาติ


คนเฒ่า คนแก่ หลายคนได้ยืนยันว่าการชิงเปรตไม่เป็นความอัปมงคล
แก่ผู้ชิงเปรตแต่ อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับถือว่าเป็นการทำบุญด้วยซ้ำไป
 เพราะชื่อว่าบุตรหลานของเปรตตนใดชิงได้ เปรตตนนั้นย่อมได้รับบุญส่วนนั้นด้วย
การชิงเปรต จะกระทำกันในวันที่ยกของที่จะทำยุญไปวัด
ในวันแรม ๑ ค่ำ หรือ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ
อาหารที่ใช้นี้ส่วนมากเป็นอาหารที่บรรพบุรุษเคยชอบ
อย่างละนิด อย่างละหน่อย ขนมที่ขาดไม่ได้คือ
ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมดีซำ

 นอกจากขนมดังกล่าวแล้ว ยังมีของแห้งที่ใช้เป็นเสบียงกรัง
ก็จัดฝากไปด้วย เช่น ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล น้ำปลา
กล้วย อ้อย มะพร้าว ด้าย เข็มเย็บผ้า ธูปเทียน นำลงจัดในส่วนที่จะเอาไปทำบุญ
โดยเอาของแห้งรองก้นและอยู่ภายใน ส่วนขนมทั้งหลายอยู่ชั้นนอก
ปิดคลุมด้วยผืนขนมลา ทำเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลม หรือรูปอื่นในถาด
แล้วแต่การประดิษฐ์ของผู้จัด ส่วนภาชนะที่ใช้

 แต่เดิมนิยมใช้กระเชอหรือถาด นำข้าวของที่จัดแล้วไปวัด
 รวมกันตั้งไว้บน "ร้านเปรต" ซึ่งสร้างไว้กลางวัดเป็นร้านยกเสาสูง
 บนร้านเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อมไว้รอบ และ ต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์
ที่นั่งอยู่ใน วิหารที่เป็นที่ทำพิธีกรรม
 โดยสวดบังสกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย
ซึ่งบุตรหลานนำมารวมกันในพิธีหน้าพระสงฆ์
บุตรหลานจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสิญจน์ ขนมต่าง ๆ  เอาไว้ 2 ส่วน
 ส่วนหนึ่งนำไปถวายพระ   อีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ให้เปรต
ในขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมทำบุญทั้ง หนุ่มสาว คนแก่ และเด็ก ๆ
จะเข้าไปแย่งขนมที่ตั้งให้เปรตด้วยความสนุกสนาน

เชื่อกันว่า การแย่งขนมเปรตที่ผ่านการทำพิธีแล้วนี้จะได้กุศลแรง
เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และ ครอบครัว และยังเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้
ถ้านำไปหว่านในสวนในนา จะทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตสูง
 โดยเฉพาะขนมเทียน บางแห่งนำไปติดไว้ตามต้นไม้ผล เพื่อให้มีผลดก
หลังจากนั้น ก็มักมีผู้ใจบุญโปรยทาน โดยใช้เหรียญสตางค์จำนวนมาก
 ไปยังฝูงชน ที่เรียกว่า "หว่านกำพรึก" แย่งกันอย่างนุกสนาน
ความหมายของขนม
๑. ขนมลา มีความหมายใช้แทนเสื้อผ้า
๒. ขนมพอง (กรุงเทพฯเรียกข้าวแต๋น)มีความหมายว่าเป็นเครื่องประดับ
๓. ขนมเบซำ (ขนมเจาะรูตรงกลาง) ใช้แทนเงิน หรือสตางค์มีรูในสมัยก่อน
๔. ขนมบ้า มีความหมายว่า เงินเหรียญ
๕. ขนมเทียน ใช้แทนหมอนหนุน
การ ชิงเปรต เป็นประเพณีที่ชาวนครศรีธรรมราช ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ
 เป็นประเพณีสำคัญที่กระทำกันจนทุกวันนี้ ชาวนครศรีธรรมราชแม้จะไปอยู่ที่ไหน
เมื่อถึงเดือน ๑๐ ก็มักจะกลับมาร่วมพิธีกับญาติทางบ้าน
นับเป็นการช่วยเสริมสร้างการผูกพันระหว่างครอบครัวและญาติพี่น้อง
 ทั้งยังเป็นการระลึกถึงบุญคุณ และคุณงามความดีของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วของตนด้วย
ถ้าถามว่า เปรตมีมากที่ไหนในกรุงเทพฯ 
เปรตที่กรุงเทพฯ ก็มีให้ดูเยอะแยะ   ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ที่ไหน
 อิอิอิ...(มีคนกระซิบ มาว่า มีมากที่รัฐสภาค่ะ 5555...น้องจ๋า ไม่ได้ว่าเอง น๊า)

ชิงเปรต1


ชื่อ
ชิงเปรต
ภาค ภาคใต้
จังหวัด   สงขลา


ช่วงเวลา วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

ความสำคัญ

"ชิงเปรต" เป็นประเพณีของภาคใต้ที่กระทำกันในวันสารท เดือน ๑๐ เป็นประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า การชิงเปรตที่ปฏิบัติกันในประเพณีสารทเดือน ๑๐ นี้ มีลักษณะคล้ายกับการทิ้งกระจาดของจีน แต่การทิ้งกระจาดของจีนมีเป้าหมายตรงกับการตั้งเปรต-ชิงเปรตเพียงบางส่วน เท่านั้น กล่าวคือการทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่มีญาติ ส่วนการชิงเปรตของไทยเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี(เปรต) ที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง และที่ไม่มีญาติด้วย นอกจากนี้วิธีการปฏิบัติในการทิ้งกระจาดและการชิงเปรตก็แตกต่างกันด้วย
ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนได้ยืนยันว่าการชิงเปรตไม่เป็นความอัปมงคลแก่ผู้ชิงเปรต แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับถือว่าเป็นการทำบุญด้วยซ้ำไป เพราะชื่อว่าบุตรหลานของเปรตตนใดชิงได้ เปรตตนนั้นย่อมได้รับส่วนนั้น เพียงแต่ว่าผู้ชิงต้องระมัดระวังในการที่อาหารหรือขนมที่ตั้งเปรตอาจตกหลาน ลงพื้น ซึ่งจะทำให้เกิดความสกปรกและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น

พิธีกรรม

การตั้งเปรต และชิงเปรตจะกระทำกันในวันที่ยกหมรับไปวัด ไม่ว่าจะเป็นวันแรม ๑ ค่ำ หรือ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ ก็ตาม ผู้ตั้งเปรตจะนำอาหารอีกส่วนหนึ่งไปเพื่อการตั้งเปรตด้วย อาหารที่ใช้ตั้งเปรตนี้ส่วนมากเป็นอาหารที่บรรพบุรุษที่เป็นเปรตชอบอย่างละ นิดอย่างละหน่อย ขนมที่ไม่ขาดคือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมเบซำ(ดีซำ) นอกจากขนมดังกล่าวแล้ว ยังมีของแห้งที่ใช้เป็นเสบียงกรังก็จัดฝากไปด้วย เช่น ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล น้ำปลา กล้วย อ้อย มะพร้าว ด้าย เข็มเย็บผ้า ธูปเทียน นำลงจัดในหมรับ โดยเอาของแห้งรองก้นและอยู่ภายใน ส่วนขนมทั้งหลายอยู่ชั้นนอก ปิดคลุมด้วยผืนลาทำเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลม หรือรูปอื่นแล้วแต่การประดิษฐ์ของผู้จัด ส่วนภาชนะที่ใช้ แต่เดิมนิยมใช้กระเชอหรือถาด นำหมรับ
ที่จัดแล้วไปวัด รวมกันตั้งไว้บน "ร้านเปรต" ซึ่งสร้างไว้กลางวัดยกเสาสูง ต่อมาในระยะหลัง ๆ ร้านเปรตทำเป็นศาลา หลังคามุงจากหรือมุงกระเบื้องแล้วแต่ฐานะของวัด บางถิ่นจึงเรียก "หลาเปรต" บนร้านเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อมไว้รอบและต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ใน วิหารที่เป็นที่ทำพิธีกรรม โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย ซึ่งบุตรหลายนำมารวมกันในพิธีต่อหน้าพระสงฆ์ บุตรหลานจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสิญจน์ ขนมต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกส่วนหนึ่ง พร้อมกับของแห้งไว้ถวายพระ อีกส่วนหนึ่งให้เปรตชนที่พอมีกำลังเข้ามาเสพได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมทำบุญทั้งหนุ่มสาว เฒ่าแก่ และโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะเข้าไปรุมกันแย่งขนมที่ตั้งเปรตด้วยความสนุกสนาน เชื่อกันว่า การแย่งขนมเปรตที่ผ่าการทำพิธีแล้วนี้จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว และยังเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้ถ้านำไปหว่านในสวนในนา จะทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตสูง โดยเฉพาะขนมเทียน บางแห่งนำไปติดไว้ตามต้นไม้ผลเพื่อให้มีผลดก หลังจากนั้น ก็มักมีผู้ใจบุญโปรยทาน โดยใช้เหรียญสตางค์โดยไปที่ละมากเหรียญ ตรงไปยังฝูงชน ที่เรียกว่า "หว่านกำพรึก" แย่งกันอย่างนุกสนาน

สาระ
การทำบุญวันสารท เดือน ๑๐ กำหนดทำ ๒ ครั้ง คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ โดยเชื่อว่า วันแรม ๑ ค่ำ เป็นวันที่ยมบาลปล่อยให้เปรต หรือเปตชนขึ้นมาเยี่ยมลูกหลาน ๆ ก็จะทำบุญเลี้ยงต้อนรับ เมื่อถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ ก็ถือว่าเป็นวันที่ปู่ย่าตายาย ต้องกลับยมโลก ลูกหลานก็ทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง


การเตรียมข้าวของ ขนม ในวันทำบุญ เดือน ๑๐

๑. ลา มีความหมายใช้แทนเสื้อผ้า

๒. พอง มีความหมายว่าเป็นเครื่องประดับ
๓. ขนมเบซำ (ขนมเจาะหู) ใช้แทนเงิน หรือสตางค์มีรูในสมัยก่อน
๔. ขนมบ้า มีความหมายว่า เงินเหรียญ
๕. ขนมเทียน ใช้แทนหมอนหนุน
การชิงเปรต เป็นประเพณีที่ชาวพัทลุงถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เป็นประเพณีสำคัญที่กระทำกันจนทุกวันนี้ ชาวพัทลุงแม้จะไปทำมาหากินในท้องถิ่นอื่น เมื่อถึงเดือน ๑๐ ก็มักจะกลับมาร่วมพิธีกับญาติทางบ้าน นับเป็นการช่วยเสริมการผูกพันระหว่างครอบครัวและญาติพี่น้อง ทั้งยังเป็นการระลึกถึงบุญคุณ และคุณงามความดีของบรรพบุรุษของตน แม้จะล่วงลับไปแล้วก็ตาม